บริษัททัวร์ กัสโต้  
     
tour บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ Gusto World Tour

บริษัททัวร์ โทร กัสโต้

บริษัททัวร์ รูปภาพ บริษัททัวร์ เกี่ยวกับเรา บริษัททัวร์ ติดต่อเรา บริษัททัวร์

tour
     
 
บริษัททัวร์ ทัวร์เอเซีย ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์เอเซีย
บริษัททัวร์ ทัวร์ยุโรป ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์ยุโรป
บริษัททัวร์ ทัวร์อเมริกา แคนาดา ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์อเมริกา แคนาดา
บริษัททัวร์ ทัวร์ออสเตรเลีย ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์ออสเตรเลีย
บริษัททัวร์ ทัวร์นิวซีแลนด์ ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์นิวซีแลนด์
บริษัททัวร์ ทัวร์รัสเซีย ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์รัสเซีย

บริษัททัวร์ ทัวร์แอฟริกา ทัวร์ต่างประเทศ
ทัวร์แอฟริกา

บริษัททัวร์ ทัวร์ในประเทศ
ทัวร์ในประเทศ
 
  บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/03295
โทร 02-542-4040 แฟกส์ 02-542-4292
 
     
   
 
 
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
The Lao People's Democratic Republic

พื้นที่ 236,800 ตารางกิโลเมตร (ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศไทย)
เมืองหลวง นครหลวงเวียงจันทน์
ภาษาทางการ ภาษาลาว

 

รูปแบบการปกครอง ระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์โดยพรรคการเมืองเดียว คือ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดตั้งแต่ลาวเริ่มปกครองในระบอบสังคมนิยม เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2518 ประมุข พลโท จูมมะลี ไชยะสอน ประธานประเทศ หัวหน้ารัฐบาล นายบัวสอน บุบผาวัน นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการ ต่างประเทศนายทองลุน สีสุลิด สถาบันการเมืองที่สำคัญ 1. พรรคประชาชนปฏิวัติลาว 2. สภารัฐมนตรี (พรรคฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี) 3. สภาแห่งชาติ (ประชาชนเลือกสมาชิกสภาแห่งชาติ จากผู้ที่พรรคฯ เสนอ) รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับแรกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2534 (เดิมกฎหมาย อยู่ในรูปของคำสั่ง ฝ่ายบริหาร คือ ระเบียบคำสั่งของพรรคและสภารัฐมนตรี)

การแบ่งเขตการปกครอง แบ่งเป็น 16 แขวง และ 1 เขตปกครองพิเศษ (นครหลวงเวียงจันทน์) แขวงที่สำคัญได้แก่ เวียงจันทน์ สะหวันนะเขต หลวงพระบาง จำปาสัก คำม่วน วันชาติ 2 ธันวาคม

 

สกุลเงิน กีบ

ธนาคารต่างชาติ ดำเนินการได้ ธนาคารไทยมี 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา

แหล่งท่องเที่ยวในประเทศลาว

กำแพงนครเวียงจันทร์ แขวงจำปาสัก Xieng Khouang แขวงไชยบุรี แขวงเซกอง แขวงบริคำไชย แขวงบ่อแก้ว แขวงพงสาลี แขวงอุดมไชย แขวงคำม่วน แขวงเวียงจันทร์ แขวงสะหวันนะเขต แขวงสาละวัน แขวงหลวงน้ำทา แขวงหลวงพระบาง Houaphanh แขวงอัตตะปือ

ลาวแบ่งเป็น 16 แขวงและ 1 เขตปกครองพิเศษ หรือ นครหลวง* คือ

นครหลวงเวียงจันทน์ / Vientiane capital

แขวงหลวงน้ำทา (Luang Namtha)
แขวงอุดมไชย (Oudomsay)
แขวงบ่อแก้ว (Bokeo)
แขวงหลวงพระบาง (Luang Prabang)
แขวงพงสาลี (Phongsaly)
แขวงหัวพัน (Houaphanh)
แขวงเชียงขวาง (Xieng Khouang)
แขวงเวียงจันน์ (Vientiane)
แขวงไชยบุรี (Sayaboury)
แขวงบริคำไชย (Borikhamsay)
แขวงคำม่วน (Khammouane)
แขวงสะหวันนะเขต (Savannakhet)
แขวงสาละวัน (Saravane)
แขวงเซกอง (Sekong)
แขวงจำปาสัก (Champassak)
แขวงอัตตะปือ (Attapeu)


แขวงหลวงน้ำทา (Luang Namtha)

เป็นแขวงที่อยู่เหนือสุดของ สปป.ลาว เป็นดินแดนที่มีเขตทุ่งราบอย่างกว้างขวาง และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ของภาคเหนือ มีเนื้อที่ 9,325 ตารางกิโลเมตร พลเมือง 122,000 คน มี 33 ชนเผ่าประกอบด้วย 5 เมือง คือ เมืองน้ำทา, เมืองสิง, เมืองลอง, เมือง เวียงพูคา และเมืองนาแล แขวงหลวงน้ำทา มีชายแดนติดกับสาธารณรัฐประชาชนจีน, แขวงอุดมไชย แขวงบ่อแก้ว


แขวงอุดมไชย (Oudomsay)

เป็นแขวงหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางภาคเหนือ ของ สปป.ลาว มีเนื้อที่ 21,190 ตารางกิโลเมตร มีพลเมือง 290,000 คน แบ่งออกเป็น 11 เมือง คือ เมืองไชย, เมืองนาหม้อ,เมืองหลา. เมืองแบ่ง, เมืองฮุม, เมืองปากแบ่ง, เมืองผาอุดม, เมืองปากทา, เมืองงา,เมืองเชียงฮอม และเมืองหงสา แขวงไชยอุดมมีชายแดนติดกับแขวงหลวงน้ำทา, แขวงพงสาลี, แขวงหลวงพระบาง, แขวงไชยะบุรี และแขวงบ่อแก้ว


แขวงบ่อแก้ว (Bokeo)

เป็นเมืองหนึ่งของแขวงหลวงน้ำทาในสมัยก่อน เป็นดินแดนที่สลับซับซ้อนไปด้วยภูผาป่าดง ยังเป็นแขวงที่ติด กับเขตสามเหลี่ยมทองคำ ที่ขึ้นชื่อลือชาในการค้าของเถื่อน แขวงบ่อแก้ว ยัง เป็นแขวงที่มีทรัพยากรใต้ดิน ที่มีค่า มากมาย มหาศาล เช่น พลอยต่างๆ (ลาวเรียกพลอยว่าแก้ว) แขวงบ่อแก้ว มีเนื้อที่ทั้งหมด 4,970 ตารางกิโลเมตร มีพลเมือง 65,000 คน รวมมี 3 ชนชาติ 32 ชนเผ่า 80% ของพลเมืองเป็นลาวลุ่ม ประกอบด้วย 3 เมืองคือ เมืองต้นผึ้ง, เมืองเมิง ประชาชนเขตนิมีอาชีพหลักในการทำไร่รองลงมาคือทำนา เนื่องจากเนื้อที่เป็นภูดอย ถึง 90% ของเนื้อที่ทั้งหมด แขวงบ่อแก้ว มีชายแดนติดกับแขวงหลวงน้ำทา, แขวงไชยะบุรีกับแขวงอุดมไชย,ประเทศไทยและสหภาพพม่า


แขวงหลวงพระบาง (Luang Prabang)

เป็นเมืองเก่าแก่แห่งหนึ่งของลาว มีอายุหลายกว่าพันปีมาแล้วและเคยเป็นเมืองหลวงของ อาณาจักรล้านช้างในกลางศตวรรษที่ 14 แห่งคริสตศักราช และมีความเจริญรุ่งเรืองเมื่อศตวรรษที่ 16, 17, 18 และ 19 ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของ สปป. ลาว ห่างจากเวียงจันทร์ 420 กิโลเมตร เมืองหลวงพระบาง ได้ชื่อว่าเป็น ศูนย์กลางทางสถาปัตยกรรมและ ศิลปกรรมลาม นับตั้งแต่สมัยก่อตั้งประเทศมาจนถึงปัจจุบัน เมืองหลวงพระบาง ยังมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่สวยงามหลางแห่งไว้ต้อนรับทุกท่านที่เดินทาง มาท่องเที่ยวแขวงหลวงพระบางมีเนื้อที่ทั้งหมด 16,875 ตารางกิโลเมตร มีพลเมือง 346,000 คน ประกอบด้วย 10 เมืองคือ เมืองหลวงพระบาง, เมืองเชียงเงิน, เมืองนาน, เมืองปากอู, เมืองน้ำบาก, เมืองงอย, เมืองปากแซง, เมืองโพนไซ,เมืองจอมเพชร และเมืองเวียงคำแขวงหลวงพระบางมีชายแดนติดต่อ กับแขวงอุดมไชย, แขวงพงสาลี, แขวงหัวพัน, แขวงเวียงจันทน์, แขวงเชียงขวาง, แขวงไชยะบุรี และเวียดนาม

พระธาตุจอมพูสี
พูสีในสมัยโบราณคือศูนย์กลางวัฒนธรรม ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นมิ่งขวัญของชาว หลวงพระบาง ซึ่งคนส่วนมากที่ไปเที่ยวหลวงพระบางแล้วแล้วแต่อย่ากไปเห็นพระธาตุจอมพูสี จนมีคำพูดติดปากกันว่า "ไปเที่ยวหลวงพระบางถ้าไม่ได้ขึ้นพูสีก็เท่ากับว่าไปไม่ถึงหลวงพระบาง"

ธาตุจอมพูสี (หรือธาตุจอมสี) สร้างในปี ค.ศ. 1804 ในสมัยการปกครองขอเจ้าอนุรุธ ใน ค.ศ. 1792-1817 ลูกชายของเจ้าสุริยะวงศา เจ้าชีวิตของอาณาจักล้านช้าง หลวงพระบาง พระธาตุ กว้าง 10.55 เมตร สูง 21.00 เมตร พูสีสูง 100 เมตร มีทางขึ้นหลายด้าน แต่เส้นทางที่ใช้เป็น ประจำคือทางทิศตะวันออก ขึ้นมาจากเส้นทางริมน้ำคานผ่านวัดถ้ำพูสี, เส้นทางทิศตะวันตก ด้านพระราชวังเก่ามีบันได้ 328 ขั้น

วัดวิชุน
วัดวิชุน สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1503 ตามดำรัสของเจ้าชีวิตวิชุนนะราช และได้ตั้งชื่อวัดตาม พระนามของพระองค์เอง และสร้างสำเร็จในปี ค.ศ. 1504 เมื่อสร้างสำเร็จแล้วก็ได้อัญเชิญ พระบางมาจากวัดมโนรมย์มาประดิษฐานที่วัดวิชุนในบริเวณวัดวิชุน ยังมีพระเจดีย์ปทุมเป็นธาตุ ใหญ่ที่สวยงามที่สุดในสมัยนั้น และในสมัยต่อมาคนส่วนใหญ่เรียกว่า พระธาตุหมากโม เพราะมีรูปคล้ายคลึงกับหมากโม (แตงโม) แบ่งครึ่ง ในธาตุปทุมได้พบวัตถุมีค่าจำนวนมาก เช่น พระธาตุ เจดีย์ทองำ, พระพุทธรูปทองคำ, เงิน, ทอง และอื่นๆ ฯลฯ ซึ่งเป็นวัตถุที่มีค่าทางด้านประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม ศตวรรษที่ 15 และที่ 16 บรรดาวัตถุมีค่าทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ได้นำไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังเจ้าชีวิต เก่าหลวงพระบาง สถาปัตยกรรม พุทธสีมาวัดวิชุนก็สวยงามแตก ต่างขากพุทธสีมาอื่นๆ ในลาว สันนิษฐานว่าเป็นสกุลช่างแบบไทยลื้อสิบสองปันนา เฉพาะศิลปะ ดอกดวงที่แกะสลัก อยู่บานประตูนั้น เป็นสกุลช่างศิลปะแบบเชียงขวาง พุทธสีมา วัดวิชุน ได้นำ มาใช้เป็นหอ พิพิธภัณฑ์ศิลปะทางศาสนา เมื่อปี ค.ศ. 1942 ได้รวบรวมนำเอาวัตถุมรดกทางศาสนาและวัฒนธรรมต่างๆ มาแสดงไว้ที่วัดวิชุนนี้ แต่ปัจจุบัน นี้สิ่งของต่างๆ ดังกล่าวนั้นได้ย้ายไปไว้ที่หอพิพิธภัณฑ์วังเก่าเกือบหมดแล้ว

วัดเชียงทอง
วัดเชียงทองนี้สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1559-1560คือก่อนระยะเวลาพระเจ้าไชยะเชญฐาธิราชย้าย นครหลวงจากหลวงพระบาง ลงมาสร้างเมืองเวียงจันทน์เป็น นครหลวงของ อาณา จักรล้านช้างวัดนี้ตั้งอยู่ริมน้ำโขง ไกลจากปากน้ำคานมาทางใต้ประมาณ 300 เมตร เป็นวัดหนึ่งที่ใหญ่และ สวยงาม อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ดูแลจากเจ้าชีวิต ศรีสว่างวงศ์และพระเจ้าศรีสว่างวัฒนาเป็นพิเศษ วัดเชียงทองเป็นวัดหนึ่งที่มีสิ่งก่อสร้าง และศิลปะตกแต่งแบบลาวแท้ๆ เช่น พุทธสีมา จะมีโครง สร้างต่ำและมีหลังคา 3 ชั้น ซ้อนทัดลดหลั่นกัน บานประตูใหญ่ของพุทธสีมานั้นประดับดอกดวง แกะสลักที่งดงามซึ่งเป็นสกุลช่างวัดวิชุน

วัดแสน
วัดแสน หรือที่เรียกกันเต็มๆ ว่า "วัดแสนสุขะราม" แต่ประชาชนก็เรียกว่า "วัดแสน" วัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1718 สมัยการปกครองของเจ้ากิ่งกิสสราช ภายหลังที่นครหลวงพระบางได้แยกตัวออกจากนครเวียงจันทร์เป้ฯอาณาจักรหนึ่งต่างหากเพียง 11 ปีเท่านั้น วัดนี้สร้างขึ้นครอบ วัดเก่าสมัยศตวรรษที่ 15 ถือว่าเป็นสถานที่เก่าแก่ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของนครหลวงพระบางและวัดนี้ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1932 และครั้งที่สองเมื่อปี ค.ส. 1975 ซึ่งเป็นการบูรณะครั้งใหญ่ มีการประดับดอกดวงทำด้วยมุกประดับทองคำที่สวยสดงดงามศิลปะตกแต่งและดอกดวงต่างๆ ที่ประดับระเบียงและพุทธสีมาวัดแสนนี้ เป็นสกุลช่างลาวหลวงพระบางศตวรรษที่ 20

หอพิพิธภัณฑ์พระราชวังเก่าหลวงพระบาง    
หอพิพิธภัณฑ์พระราชวังเก่านี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1904-1909 ในรัชการของเจ้าชีวิตสีสว่างวงศ์ ในหอพิพิธภัณฑ์จะมีเครื่องใช้เก่าแก่ของกษัตริย์อาณาจักรล้านช้าง ที่สืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบันนี้อยู่ห้องใหญ่ทางเข้าเป็ฯที่วางแสดงมรดกทางด้านศิลปะ และมรดกทางศาสนาพุทธ ห้องด้านขวา มือเป็นประดิษฐานของพระบาง เป็นห้องไหว้พระของเจ้าชีวิต ทางด้านขวาของห้องโถงใหญ่ เป็นห้องรับแขกฝาฟนังประดับรูปภาพเขียนด้วยสีน้ำมัน ที่สวยสดงดงามเป็นพิเศษ ซึ่งแสดงถึงการดำรงชีวิตชองประชาชนชาวลาวตามประเพณีในรูปภาพนี้ เขียนขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1930 โดยจิตรกร หญิงชาวฝรั่งเศสชื่ออาลิช เดอ โฟโตโร ทางด้านซ้ายของทางเข้าห้องโถงใหญ่เป็นห้องที่ประดับรูปเขียนต่ผางๆ เกี่ยวกับพระเจ้ามหาชีวิตและเครื่องบรรณาการ ที่นัการฑูตจาก นานาประเทศนำมา ถวาย เพื่อเป็นที่ระลึก ห้องด้านหลังของทาง เข้าห้องโถงเป็นห้องสถิตย์ ดาบเงินพร้อมฝึก และ พระพุทธรูปต่างๆ พระที่นั่งบนหลังช้างของพระราชาในสมัยก่อน อีกห้องหนึ่งที่มีความประทับใจและเด่นที่สุดในปัจจุบันก็คือห้องที่บรรจุเครื่องดนตรีนาฎศิลป์ลาวเดิม และหน้ากากของพระลักษณ์พระราม และบริวารใช้ในเวลาแสดงละคร รามายานะ และผมนางแก้ว

ถ้ำติ่ง
ถ้ำติ่งเป็นถ้ำน้อย ตั้งอยู่ปากอู ห่างจากหลวงพระบางประมาณ 40 กิโลเมตร ซึ่งมีพระพุทธรูป ประดิษฐานอยู่มากมายมหาศาล ซึ่งไม่มีใคร  สามารถบอก ได้ว่าเป็นเวลายาวนานเท่าใดที่ประชาชน ได้นำเอาพระพุทธรูปมา ถวายเป็น ที่เคารพบูชาไว้ที่ถ้ำกลางแม่น้ำโขง ซึ่งพระพุทธรูปอยู่ที่ถ้ำดังกล่าวยิ่งนับวันก็ยิ่งมากขึ้น เนื่องจากทุกๆ ปี เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ลาว ชาวหลวงประบางจะพากันล่องเรือ มาทำบุญกันอยู่ที่นี่ ในการมาทำบุญ กันแต่ละครั้ง จะนำเอาพระพุทธรูปที่หล่อด้วยโลหะ และทำด้วย ไม่แกะสลักมาถวายไว้องค์หนึ่ง ยิ่งหลายปีผ่านไป ถ้ำติ่งก็มีพระพุทธรูปประดิษฐานมากขึ้นเรื่องๆ จนถ้ำแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นถ้ำพระอยู่กลางลำแม่น้ำที่กว้างใหญ่ ที่สะท้อนให้เป็นว่าเป็นแดงแห่ง พระพุทธศาสนาของเมืองหลวงพระบางแต่โบราณยาวนานผ่านมาโดยแท้

น้ำตกตาดกวางสี
ตาดกวางสีตั้งอยู่ห่างจากหลวงพระบางลงไป ทางใต้ประมาณ 30 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการ พักผ่อน เพราะมีอากาศบริสุทธิ์และมีธรรมชาติอันสวนงาม เขียวชะอุ่มไปทั่วเป็นที่น่าพิศวง ยิ่งนักตามเส้นทางท่านจะได้พบกับวิถีชีวิต และความเป็นเอกลักษณ์อันแท้จริงของบรรดา ชนกลุ่มน้อยในลาวโดยเฉพาะหมู่บ้านลาวเทิงเช่น หมู่บ้านท่าแป้น, บ้านตาดและบ้านอู้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวหลวงพระบางดั้งเดิม ซึ่งยังคงรักษาการดำรงชีวิตแบบลาวๆ เกือบ หมดทุกอย่างและท่านจะได้พบกับการตำข้าว ด้วยพลังงานของกระแสน้ำ


แขวงพงสาลี (Phongsaly)

เป็นเขตภูดอย อยู่ภาคเหนือของลาว มีเนื้อที่ทั้งหมด 16,270 ตารางกิโลเมตรมีพลเมือง 145,000 คน มี 20 ชนเผ่า โดยมีชนเผ่าขะมุ และชนเผ่าภูน้อยมากกว่าชนเผ่าอื่นๆ ประกอบด้วย 6 เมือง เช่น เมืองพงสาลี, เมืองใหม่, เมืองขวา, เมืองลำพัน, เมืองสมบูรณ์ไชย และเมืองยอดอู มีชายแดนติด กับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, แขวงหลวงพระบาง, แขวงอุดมไชย และประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม


แขวงหัวพัน (Houaphanh)

ตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ สปป.ลาวเป็นแขวงที่านของการปฏิบัคิลาวในสมัยต่อสู้ กู้ชาติต้านจักรพรรดิ์ต่างชาติที่เข้ามารุกราน มีเนื้อที่ทั้งหมด 16,500 ตารางกิโลเมตร มีพลเมืองประมาณ 226,000 คน ประกอบ ด้วย 6 เมือง เช่น เมืองเวียงไชย, เมืองซำเหนือ, เมืองซำใต้,เมืองเวียงทอง, เมืองหัวเมืองและ เมืองเซียงค้อ ประกอบด้วย 3 ชนเผ่าใหญ่ คือ ลาวลุ่ม, ลาวเทิงและลาวสูง มีชนเผ่าเล็กๆ รวม 30 ชนเผ่า มีชายแดนติดกับแขวงเชียงขวาง, แขวงหลวงพระบางและประเทศสาธารณรัฐ สังคมนิยมเวียดนาม

เมืองเวียงไชย
เมืองเวียงไชยเป็นดินแดนที่สวยงานและวีระอาจหาญ ทิวทัศน์ธรรมชาติภูผาป่าไม่ที่เขียวสดงดงามและทุ่งนายาวเหยียด ทอดไปตามแนวภูผา เป็นสิ่งสวยงามยิ่งนักและยังเป็นที่ตั้งทาง ประวัติศาสตร์ในการต่อสู้กู้ชาติต้าน จักรพรรดิ์ต่างด้าวที่เข้ามารุกรานดินแดนแห่งนี้เดิมมีชื่อว่า ทุ่งนาไก่ เนื่องจากในเขตนี้มีไก่ป่ามากมาย ภายหลังสงครามได้ยุติลง ทุ่งนาไก่ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น เมืองเวียงไชย ประกอบด้วย 4 บ้าน ทิศเหนือคือบ้านล่องกู้ ทิศใต้คือบ้านเชียงซื้อและบ้านนาไก่ใต้ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือคือบ้านบก และมีบ้านนาไก่เหนืออยู่ใจกลาง ทิศเหนือติดภูแต้ม ทิศใต้ติดภูแค ทิศตะวันตกติดสายภูเขียว ทิศตะวันออกติดทางหมายเลย 16สถานที่แห่งนี้เป็น ภูผาหินเต็มไปด้วย ถ้ำธรรมชาติรวมถึง 102 ถ้ำ ประกอบด้วยถ้ำสำคัญๆ ดังนี้

ถ้ำท่านประธานสุภานุวงศ์
เดิมเรียกว่า ถ้ำผาปุ่ง (ผาโป่ง) แต่เดิมถ้ำนี้เป็นป่าดงดิบ มีสัตว์ต่างๆ มากมาย เช่น กวาง เก้ง และสัตว์อื่นๆ อาศัยอยู่มาก เขตนี้มีโป่งน้ำสัตว์ทั้งหลายใช้อาศัยกินน้ำ ประชาชนจึงเรียกว่าผาปุ่ง (ผาโป่ง) ในต้นปี 1964 ท่านประธานสภานุวงศ์ได้ย้ายสำนักเข้าอยู่ถ้ำแห่งนี้ ในขั้นแรกก็อาศัยถ้ำ ธรรมชาติ แต่ต่อมาก็ได้เริ่มปรับปรุง เป็นที่พักอาศัย มีหลายห้องคือ ห้องป้องกัน, ห้องนอน, ห้องประชุม ฯลฯ อยู่นอกถ้ำมีห้องเล็กใช้เป็นห้องอาหาร นอกจากนั้น ยังมีเรือนเล็กหนึ่งหลัง ซึ่งปลูกให้ท่านสุภานุวงศ์พักอยู่ภายหลังสงคราม ระหว่างรอการ ก่อสร้างบ้านพักหลังใหม่สำเร็จ

ถ้ำท่านประธานไกสอน พรมวิหาร
เดิมเรียกว่าผาหย่อน ของเดิมถ้ำนี้มีผึ้งมาก ประชาชนเขตนี้อยากได้แต่ขึ้นไปลำบาก ต้องปีนขึ้นบนผา แล้วเอาเชือกหย่อนลงมาเพื่อเอาผึ้ง จึงเรียกว่าถ้ำหย่อนของถ้ำนี้เป็นถ้ำธรรมชาติ 2 ถ้ำ ติดต่อกัน ในปี 1964 ท่านประธานไกสอน ได้โยกย้ายเข้ามา ระยะแรกก็ยังไม่ปรับปรุง ต่อมา ได้เจาะ 2 ถ้ำทะลุถึงกันมีความยาว 140 เมตร ถ้ำนี้เป็นถ้ำที่สูงกว่าหน้าดินจนได้สร้างปันได ขึ้นไป 32 ขั้น ถ้ำนี้ประกอบด้วยห้องป้องกัน, ห้องรับแขก ศูนย์กลางพรรคและรับแขกต่าง ประเทศ, ห้องประชุม, ห้องสโมสร ซึ่งเป็นสถานที่เล่นกีฬา และศิลปะต่างๆ โดยเฉพาะท่าน ประธานไกสอน พรมวิหาร ชอบเล่นกีฬา เช่นกีฬาปิงปองเป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีห้องค้นคว้า ห้องนอน ที่ปากถ้ำมีถ้ำเล็กซึ่งเป็นถ้ำทำอาหารในเวลาสงคราม ในต้นปี 1973 แล้วจึงได้สร้าง เรือนหลังหนึ่งเป็นที่พักของท่านประธานไกสอน พรมวิหาร แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์โดยเอา ไม้มุลหลังคาชั่วคราวเพื่อรอการสร้างเรือนหลังใหม่ ก่อนการก่อนสร้างสำเร็จ ท่านประธาน ไกสอนได้เข้าเวียงจันทน์ก่อน เรือนหลังนี้ต่อมาได้ใช้เก็บเอกสารและพัสดุทางประวัติศาสตร์

ถ้ำท่านคำไต สีพันดอน
เป็นส่วนหนึ่งของถ้ำช้างลอด เดิมไม่ใช่ถ้ำ แต่ได้ใช้เครื่องจักรและแรงคนเจาะเป็นถ้ำให้ ท่านคำไตได้พักอาศัย ประกอบด้วยห้องประชุมของนายทหารชั้นสุง ทั้งเป็นห้องรับแขกภาย ในและต่างประเทศ, ห้องค้นคว้า, ห้องนอน ลงจากถ้ำท่านคำไต สามารถทะลุถึงถ้ำช้างลอด ซึ่งจะมีห้องการเมือง และห้องพลาธิการ ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งจะไปทะลุห้องเสนาธิการสูงสุด ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยุ่งยาก และเขตนั้นยังรักษาขุมปีนใหญ่ไว้สามขุม ถ้ำช้างลอดเป็นถ้ำธรรมชาติ ที่ใหญ่ที่สุด ที่เรียกกันว่าถ้ำช้างลอด ประชาชนเล่าว่าเรื่องจากถ้ำนี้เป็นถ้ำใหญ่จนช้างสามารถ ลอดไปมาได้อย่างสบาย ถ้ำนี้ได้ถูกปรับปรุงเป็นถ้ำสโมสร เป็นสถานที่ร่วมชุมนุมในงานบุญที่ สำคัญต่างๆ เป็นที่รับรองแขกชั้นสูงต่างประเทศที่มาเยือน และยังเป็นสถานที่แสดงศิลปะ, กายกรรม และเล่นกีฬาบางประเภท


แขวงเชียงขวาง (Xieng Khouang)

แขวงเชียงขวาง เป็นแขวงหนึ่งที่ถูกทำลายจากพวกจักรพรรดิ์ต่างชาติจนเหลือแต่ซากหักพีง แขวงขวางตั้งอยู่ภาคกลางของ สปป.ลาว เป็นเขตภูเพียง มีเนื้อที่ทั้งหมด 17,315 ตารางกิโลเมตร มีพลเมืองประมาณ 186,000 คน ประกอบด้วย 6 ตัวเมือง คือ เมืองแปก, เมืองคำ, เมืองหนองแฮด เมืองคูน, เมืองหมอกใหม่ และเมืองพูกูด มีชายแดนติดกับแขวงหลวงพระบาง, แขวงหัวพัน,แขวงบริคำไช, แขวงเวียงจันทน์ และประเทศ
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมืองพวน แขวงเชียงขวางเป็นเมือง หนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดของลาว ตั้งอยู่ภาคเหนือของ สปป.ลาว เมืองนี้มี ชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลกเนื่องจากเป็นเมืองที่มีร่องรอยประวัติศาสตร์เก่าแก่ และที่สำคัญนั้นก็คือไหหินใหญ่เป็นจำนวน มากมาย กระจายอยู่เป็นกลุ่มก้อน อยู่บริเวณภูเพียงเชียงขวาง มีกษัตริย์ปกครองมาแล้ว 23 พระองค์เป็นอาณาจักรหรือแคว้นหนึ่งที่ใหญ่ในสมัยก่อน เจ้าฟ้างุ้มได้รวบรวมลาวในกลางศตวรรษที่ 14 และเป็นเมืองที่มีร่องรอยวัฒนธรรมโบราณมากมาย มีตำนานพงศาวดารสืบต่อกันมา

ทุ่งไหหิน
ไหหินเมืองพวนเชียงขวาง เป็นไหหินที่ผลิตจากหินก้อนใหญ่มีจำนานมากกระจายไป ทั่วเขตภูเพียงเชียงขวางจึงได้ขนานนามว่าทุ่งไหหิน ไหหิน ที่ใหญ่ที่สุด สูง3.25 เมตร และปากกว้าง 3 เมตร ทุ่งไหหิน ห่างจากเมืองโพนสะหวันประมาณ 8 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมือง เอกของแขวงเชียงขวาง ข้อพิสูจน์เกี่ยวกับ ไหหินอันแท้จริง ของไหหินดังกล่าว ยังไม่มีใครสามารถ ยืนยันได้ว่าไหหินดัง กล่าวนั้นมีไว้เพื่อทำการใด เพียงแต่สันนิษฐานไว้ว่า
1. อาจจะตัดเจาะมาจากหินก้อนใหญ่จำนวนหนึ่ง ซึ่ง ทำไว้เพื่อบรรจุคนตายในสมัยก่อนๆ หลายพันปีมาแล้ว (ก่อนประวัติศาสตร์ยุคสมัยโลหะ 3,000-4,000 ปี) ตามความเชื่อถือของคนในยุคนั้นสถานที่ฝังศพคนตายต้อง รักษาไว้ในที่สูงพื่อหลีกเว้นการเซาะพังทลายจากน้ำต่างๆ ฉะนั้นจึงเห็นไหหินอยู่ในสถานที่เป็นเนินสูง
2. อาจจะเป็นไหเหล้าของนักรบโบราณ คือตามตำนานกล่าวไว้ว่าระหว่างศตวรรษที่ 8 นักรบผู้กล้าหายของลาวผู้หนึ่ง ชื่อว่าท้าวเจือง ได้ยกกำลังพลไปทำสงครามแล้วก็ได้รับ ชัยชนะอยู่ที่เชียงขวาง หลังจากได้รับชัยชนะแล้ว ก็ได้ทำการฉลองชัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 7 เดือน ไหที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้เป็น ไหเหล้าสำหรับเลี้ยงไพล่พลในการฉลองชัยชนะของท้าวขุนเจือง ในคราวนั้นดังนั้น คนลาวทั่วไปจึงมักเรียกว่าไหเหล้าเจือง

เมืองคูณ (เมืองพวน)
เมืองคูณมีชื่อเดิมว่า เมืองพวน ตั้งอยู่ห่างจากเมืองโพนสะหวันประมาณ 35 กิโลเมตร ก่อน สงครามต้านจักรพรรดิ์ต่างชาติ เมืองพวนก็เคยเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ของ แขวงเชียงขวาง และมี สถานที่โบราณมากมายหลายแห่ง เช่น วัดรีพรม, วัดเพียวัด, วัดธาตุจอมเพ็ชร, วัดธาตุฝุ่น.. ฯลฯ ซึ่งแต่ละวัดดังกล่าวนั้นตามกาลเล่าของคนเฒ่าคนแก่ว่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นก่อนสมัยเจ้าฟ้างุ้ม ประ มาณ 200 กว่าปี ตามการเล่านิทานของ ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่า เมื่อก่อนมีการแข่งขันกันระหว่างผู้หญิง และผู้ชาย เพื่อสร้างวัด ว่าใครจะมีความสามารถสร้างได้เสร็จเร็วกว่ากัน ซึ่งฝ่ายหญิงได้สร้าง วัดเพียวัด และธาตุวัดจอมเพ็ชรส่วนฝ่ายชายสร้างวัดสีพรม ผลสุดท้ายฝ่ายหญิงสามารถสร้าง สำเร็จก่อนฝ่ายชายรื่องจากฝ่ายชายพูกล้างความลับจากฝ่ายหญิงสำหรับธาตุฝุ่นที่สร้าง ไว้บนจอม ภูนั้น สร้างไว้เพื่อบรรจุเถ้าอังคารของพระพุทธเจ้า และมีสิ่งของที่สำคัญหลาย อย่างบรรจุอยู่ใน ธาตุดังกว่าง ภายหลังถูกสงครามทำลายหักพังไป ก็มีคนไปลักลอบขุดค้นเอา สิ่งของสำคัญไปจน หมด ซึ่งในปัจจุบันยังคงเหลือไว้เพียงซากหักพังเท่านั้น ภายหลังสงครามปี 1968 สถานโบราณ ดังกล่าว ตลอดจนบ้านเรือนของประชาชนทั้งหมด ก็ได้ถูกทำลายลงอย่างน่าเสียดาย เหลือไว้แต่ ซากหักพัง เพื่อเป็นสิ่งแสดงให้เห็นความโหดร้าย ของสงครามปัจจุบันนี้ ได้มีการบูรณะก่อสร้าง ซ่อมแซมขึ้นใหม่

บ้านท่าโจก
บ้านท่าโจกนี้ เป็นบ้านที่มีพลเมืองหลายชนเผ่าอาศัยอยู่ แต่ส่วนใหญ่เป็นเผ่าลาวสูง (ม้ง) ตั้งอยู่ห่างจากเมืองโพนสะหวันประมาณ 30 กิโลเมตร ตามเส้นทางเลขที่ 7 การทำมาหากินเป็น การทำไร่และล่าเนื้อ มีพลเมืองอาศัยอยู่ 258 ครอบครัวบ่อน้ำร้อนเมืองคำ บ่อน้ำร้อนเมืองคำนี้ ห่างจากเมืองโพนสะหวันไปทางทิศเหนือประมาณ 52 กิโลเมตร เมืองคำนี้เป็นเมืองเก่าแก่ของแขวงเชียงขวาง อยู่เมืองคำมีบ่อน้ำร้อน 60 องศา ตั้งอยู่ห่างจากทางใหญ่ ประมาณ 300 เมตร


แขวงเวียงจันน์ (Vientiane)

เป็นแขวงหนึ่งที่ขึ้นกับแขวงกำแพงนครเวียงจันทน์ ซึ่งได้แยกจากกันในปี 1983 มีเนื้อที่บริเวณโดยรอบทั้งหมด 19,900 ตารางกิโลเมตรปัจจุบันกำลังได้รับการพัฒนา และการเอาใจใส่เป็นพิเศษจากรัฐบาล มีพลเมืองทั้งหมดประมาณ 313,000 คน ประกอบด้วย 9 ตัวเมืองใหญ่ๆ คือ เมืองโพนโฮง, เมืองทุระคม,เมืองวังเวียง, เมืองแก้วอุดม,เมืองกาสี, เมืองไชยสมบูรณ์,เมืองฮ่ม, เมืองชะนะคาม และเมืองเฟืองมีชายแดนติดกับแขวงหลวงพระบาง, แขวงเชียงขวาง, แขวงบริคำไซ, แขวงไชยะบุรี และแขวง กำแพงนครเวียงจันทน์ แขวงเวียงจันทน์เป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และมูลมรดกอันล้ำค่า เช่นมีป่าดงหนา และสานน้ำลำธารที่ใสเย็น ซึ่งเป็นแหล่งกำเนินดของอู่ข้าวอู่น้ำในการทำมาหากินเลี้ยงชีพของประชาชนในเขตนี้ อ่างน้ำงึมถูกสร้างขึ้นด้วยการสร้างเขื่อน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปรับใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และนำส่งออกขายต่างประเทศ นอกจากนั้นอ่างน้ำงึม ซึ่งเป็น แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและสวยงานที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศลาวณ ที่นี้ ท่านจะได้สัมผัส กับธรรมชาติอันแท้จริงโดยเฉพาะแล้วชาวนครเวียงจันทน์ และชาวต่างประเทศจะใช้เป็น สถานที่พักผ่อนแบบปิคนิคสุดสัปดาห์ โดยการนั่งเรือล่องไปตามหมู่เกาะ ดอนน้อย, ใหญ่ ต่างๆ เวลากลับถึงฝั่งท่านก็จะสามารถแวะรับประทานอาหารด้วยเนื้อปลาสดๆ เมื่อมุ่งหน้าไปตามเส้น ทางหมายเลข 13 เหนือที่คดเคี้ยวไปตามสันภูประมาณ 152 กิโลเมตรจากกำแพงนครเวียงจันทน์ ก็จะถึงเมืองวังเวียงซึ่งเป็นเมืองที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น และมีธรรมชาติที่สวยสดงดงาม เปรียบเสมือนกับเครื่องประดับของเมืองนี้ ผาท้อ, วังเวียง, ถ้ำจัง และสายน้ำโขงเป็นมิ่งขวัญ ของชาวเมือง ซึ่งใครๆ ก็ไม่อาจจะหลงลืมได้ เช่นเดียวกับผาต่อ-หน่อคำ ไม่เพียงแต่เท่านี้ วังเวียงยังเป็นดินแดนแห่งข้าวขาวสาวงาม ประชาชนขยันขันแข็ง วีระอาจหาญ ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ซึ่งได้มรดกทางด้านศิลปะวัฒนธรรมสืบทอดมาให้ลูกหลานตราบเท่าทุกวันนี


นครหลวงเวียงจันทน์ / Vientiane capital

เวียงจันทน์เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของลาว ตั้งอยู่เลียบบริเวณแม่น้ำโขงตอนกลาง เป็นเมือง ที่เคยมีบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ผ่านระยะประวัติศาสตร์ยาวนาน ได้เคยมีความสัมพันธ์กับเมืองโบราณอื่นๆทางภาคใต้ของจีน, อินเดีย และเอเชียอาคเนย์ตามตำนานโบราณ กล่าวว่าเดิมเมืองน้ำคือ"บ้านหนองคันแทเสื้อน้ำ" ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจการผลิตขยายตัว บ้านนี้ได้ เปลี่ยนเป็นเมืองชื่อว่า"เมืองเวียงจันทน์" ปัจจุบัน เป็นเมืองหลวงของ สปป.ลาว มีเนื้อที่ 3,920 ตารางกิโลเมตรมีพลเมืองทั้งหมด 476,000 คน ประกอบด้วย 7 เมืองคือเมืองจันทะบุรี, เมืองสีโคตตะบอง,เมืองไชยเศรษฐา, เมืองสีสัตนาค,เมืองนาทรายทอง,เมืองไชยธานี และเมืองหาดทรายฟอง มีชายแดนติดกับแขวง นครเวียงจันทน์,แขวงบริคำไชยและประเทศไทย

พระธาตุหลวง
เป็นธาตุใหญ่ และสวยงานที่สุดใน สปป.ลาว สร้างขึ้นโดยช่างโบราณลาวที่มีฝีไม้ลายมือดีเป็นพิเศษ มีคุณค่าทางด้าน ประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรมสูง และยังเป็นตัวแทนของ สถาปัตยกรรมศิลป์ของลาวล้านช้าง ในสมัยเจริญรุ่งเรืองอีกด้วย ซึ่งไม่มีพระธาตุองค์ใดใน สปป.ลาวที่จะเสมอเหมือนได้ พระธาตุหลวง องค์นี้สูง 45 เมตร ความกว้างจากทิศตะวันตกถึงทิศตะวันออก49 เมตร และมีพระธาตุน้อยบารมี 30 องค์ล้อมรอบเป็นบริเวณพระธาตุหลวง สมัยอดีตก็เหมือนปัจจุบันคือเป็นศูนย์กลางศิลปะวัฒนธรรมที่ใหญ่สุดอย สปป.ลาว สามารถดึงดูดเอาความรักความสามัคคีของลาว และชาวต่างประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จากวันเพ็ญเดือน12 ของลาวทางจันทรคติ(ระหว่างเดือนพฤศจิกายน) ของแต่ละปี

บรรดาพระสงฆ์สามเณร องค์การจัดตั้งมหาชน และประชาชนจำนวนมากทั้งภายใน กำแพงนครเวียงจันทน์ และแขวงต่างๆ ได้พากันหลั่งไหลเข้ามาเพื่อทำบุญนมัสการ พระธาตุหลวงประจำปีร่วมกันด้วยจิตเลื่อมใส ศรัทธาของแต่ละคน พระธาตุหลวงได้ก่อสร้าง ขึ้นในสองระยะ คือ เมื่อปี ค.ศ. 1929-1930 ท่านโฟมแบก นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสได้ทดลอง ขุดค้นดู เพื่อให้ทราบว่ามีอะไรบ้างอยู่ใจกลาง พระธาตุหลวงในนั้นท่านได้พบเห็นพระธาตุน้อย(ปิรามิด) อยู่ใจกลางพระธาตุหลวง และพบฐานบันไดลงไปหาธาตุน้อยนั้นทั้งสี่ด้านจากข้อมูลทางโบราณวิทยาหรือวัตถุ โบราณที่พบเห็นอยู่ในพระธาตุหลวงและบริเวณรอบๆ พระธาตุหลวงจากตำนาน โบราณและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของภาคพื้นนี้นั้น จึงสันนิษฐานได้ว่าพระธาตุหลวง จึงสันนิษฐานได้ว่าพระธาตุหลวงสมัยแรกเริ่มนั้นอาจสร้างขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 6 ถึงศตวรรษที่ 7 สมัย"อาณาจักรเจนละ" และไม่อาจเก่าแก่ไปกว่านี้ได้ ภายหลัง พระเจ้าไชยะเชษฐาธิราช ได้สร้างเมืองเวียงจันทน์เป็นนครหลวงแล้ว 6 ปี คือปี ค.ศ. 1566 ท่านได้นำพาประชาชนก่อสร้างพระธาตุหลวงขึ้นที่ชานเมืองเวียงจันทน์ทางทิศตะวันออก ตามศิลาจารึกของพระเจ้าไชยะเชษฐาธิราชเขียนไว้ว่า พระองค์ได้ก่อสร้างพระธาตุหลวง ครอบพระธาตุน้อยองค์หนึ่งที่มีมาแต่ก่อนแล้ว พระธาตุนี้ให้ชื่อว่า"เจดีย์โลกะจุฬามณี" แต่คนส่วนใหญ่เรียกว่า"พระธาตุหลวง" เป็นธาตุใหญ่ที่มีศิลปะแบบลาวแท้ ๆ

วัดองตื้อ
สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 16 แห่งคริสตศักราช (ค.ศ. 1566) ภายหลังที่เจ้าไชยะเชษฐาธิราชสร้างเมืองเวียงจันทน์ 6 ปี และสันนิษฐานว่า สร้างครอบวัดเก่าในสมัยขอม เพราะอยู่บริเวณ วัดอินแปงได้พบเห็นวัฒนธรรมขอมหลายแห่ง ซึ่งแต่ก่อนวัดองตื้อ, วัดอินแปง, และวัดหายโศก
ตั้งอยู่บริเวณเดียวกัน ผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าว่าแต่ก่อนเรียกว่า "วัดไชยะภูมิ" เมื่อมีพระพุทธรูปองตื้อ มาประดิษฐานที่นี่แล้ว คนทั้งหลายจึงเรียกว่า "วัดองตื้อ" มาจนถึงปัจจุบัน วัดองตื้อในสมัยสงคราม (ค.ศ. 1828-1829) ได้ถูกทำลายเสียหายเช่นเดียวกับวัดอื่นๆ ในนครเวียงจันทน์ เหลือ
ไว้เพียงแต่ซากเสา เริ่มแต่ปี 1911-1912 ได้ซ่อมแซมขึ้นใหม่ แต่ก็ยังสามารถรักษารูปเดิมของฝาผนังไว้ได้ ส่วนหลังคานั้นทำขึ้นมาใหม่ พุทธสีมาวัดองตื้อเป็นพุทธสีมาตัวแม่ต่ำเตี้ย สกุลช่างสถาปัตยกรรมศิลป์สมัยพระเจ้าไชยะเชษฐาธิราชศตวรรษที่ 16 ส่วนบานประตู 3 บาน ด้านหน้า
พุทธสีมานั้น เป็นสมัยเจ้าศรีสว่างวัฒนา นำมาถวายเมื่อปี ค.ศ. 1966 ประติมากรรมศิลป์พระพุทธรูปใหญ่องตื้อทำด้วยทองเหลืองที่สวยงาม ประดิษฐ์สร้างขั้นโดยคนลาว ซึ่งมีความประณีตไม่น้อยกว่าสกุลช่างศิลปะใด และไม่ซ้ำแบบใคร ตามพงศาวดารลาวกล่าวไว้ว่าพระเจ้าไชยะเชษฐา
ธิราชได้นำพาประชาชนหล่อพระพุทธรูปทองที่สำคัญขึ้นในปี 1566 มีจำนวน 4 องค์ คือ พระเจ้าองตื้อ, พระสุก, พระใส, และพระเสริม ตามการเล่าสืบทอดกันมากว่าวว่า พระสุกจมอยู่ในน้ำเวินสุกในเวลาที่แม่ทัพสยามพยายามเอาข้ามน้ำโขงไปบางกอก, พระใส ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัด
โพธิ์ชัยหนองคาย, พระเสริม ปัจจุบันประดิษฐานอยู่วัดปทุมวนาราม บางกอก ประเทศไทย

วัดสีสะเกด
วัดสีสะเกด สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1818 ตามคำสั่งของเจ้าอนุวงศ์ รัชการสุดท้าย (เจ้าชีวิตองค์ สุดท้าย)แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ วัดสีสะเกด ซึ่งเดิมได้กล่าวไว้ในศิลาจารึกว่า "สะตะสหัสสาราม" (แปลว่าวัดแสน) แต่คนทั้งหลายเรียกว่า วัดสีสะเกด วัดนี้ตั้งอยู่ติดกับพระราชวัง
หลวง ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และถ้าอยู่ในกำแพงโบราณเวียงจันทน์ชั้นใน (ชั้นใน) ห่างไกลจากแม่น้ำโขง 250 เมตรวัดสีสะเกด เป็นวัดหนึ่งที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์เมื่อต้นศตวรรษที่ 19 แห่งคริสตศักราชและมีวัดเดียวเท่านั้นในนครเวียงจันทน์ที่ไม่ถูกทำลายจากสงคราม เมื่อปี
ค.ศ. 1829 และโครงร่างพุทธสีมา พูดได้ว่ายังสมบูรณ์ตามแบบดั้งเดิม ส่วนที่ถูกทำลายไปบ้างจะเป็นศิลปะตกแต่ง ทรัพย์สมบัติวัดนี้ส่วนใหญ่ก็สูญเสียไปในสงคราม ปี ค.ศ. 1829 เช่นเดียวกันและในคราวต่อมาด้วย แต่ก็ยังมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ปางชนะมาร ประดิษฐานอยู่กลาวงพุทธสีมา
1 องค์ พระพุทธรูปทองเหลือง ปางห้ามญาติ 2 องค์ และพระพุทธรูป 120 องค์ ตั้งวางแสดงอยู่และสิ่งที่มีค่าอื่นๆ ที่สวยสดงดงามเป็นพิเศษซึ่งยังเป็นตัวอย่าง แสดงให้เห็นการขยายตัวทางด้านศิลปวัฒนธรรมสกุลช่างล้านช้างเวียงจันทน์ในต้นศตวรรณที่ 19 แห่งคริสตศักราช วัดสีสะเกด เป็นแหล่งรวบรวมมรดกวัฒนธรรมทางศาสนา เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1924 เป็นต้นมา ปัจจุบันพระพุทธสีมาวัดสีสะเกดเป็นคลังสะสมวัตถุโบราณต่างๆ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปะนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 15, 16, 17, 18, 19 และที่พิเศษคือการสะสมวัตถุศิลปวัฒนธรรม สมัยต้น ศตวรรษที่ 19 แห่งคริสตศักราช นอกจากนี้ ยังมีหอไตร (หอสมุดทางศาสนา) สร้างขึ้นในระยะเดียวกันกับวัดสีสะเกด เพื่อเก็บพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนา (พระไตรปิฎก) หรือคัมภีร์อื่นๆทางศาสนา หอไตรนี้แต่เดิมประดับประดาดอกดวงและติดแก้วที่สวยสดงดงาม แต่ได้สูญหายไปเกือบหมด แต่ก็ยังมีเหลือบ้างส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความงดงามของศิลปะสกุลช่าง ต้นศตวรรษที่ 19 หอไตรนี้ได้บูรณะปรับปรุงใหม่เมื่อปี ค.ศ.. 1930

วัดสีเมือง
เป็นวัดหนึ่งที่เก่าแก่ มีความเกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นอยู่, สังคม ความเชื่อถือของชาวนครเวียงจันทน์ สมัยโบราณและสมัยต่อมา ทั้งนี้สังเกตจากเมื่อจะเปิดงานบุญนมัสการพระธาตุหลวงจะต้อมมีการทำพิธีอยู่วัดสีเมืองก่อน คือ ข้าราชการ พ่อแม่ พี่น้องประชาชน ภายใต้การนำพาของ
เจ้านครหลวงเวียงจันทน์ แห่ปราสาทผึ่งไปถวายบูชาที่วัดสีเมืองในวันขึ้น 13 ค่ำ ก่อนจะมีการแห่ปราสาทผึ้งไปบูชาพระธาตุหลวงในวันเพ็ญ 15 ค่ำ และหลังจากบุญพระธาตุหลวงแล้ว คือแรมหนึ่งค่ำเดือน 12 ได้แก่ปราสาทผึ้งไปบูชาวัดองตื้อและวัดอินแปง จึงถือว่าบุญเดือน 12 ได้สำเร็จ
ลงแล้ว การปฏิบัติเช่นนี้ได้ทำมาตั้งแต่เมื่อใดและด้วยเหตุผลอันใด ก็ยังไม่พบหลักฐานแจ่มชัด อาจมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ มีความหมายทางความเชื่อถือ ซึ่งไม่อาจทอดทิ้งได้ จึงมีการสืบทอดกันมาถึงปัจจุบันพุทธสีมาวัดสีเมืองนี้ เป็นพุทธสีมาตัวเมีย สมัยล้านช้างหลวงพระบาง สกุลช่าง
ศิลปะ เวียงจันทน์ต่อมา พุทธสีมานี้ก็ถูกทำงานหักพังลงในสมัยเวียงจันทน์ร้าง เช่นเดียวกับพุทธสีมาอื่นๆ และได้บูรณะซ่อมแซมปรับปรุงใหม่ เมื่อครั้งต้นศตวรรษที่ 20 พร้อมๆ กันกับวัดอื่นๆ อยู่นครเวียงจันทน์และเชื่อว่าการบูรณะซ่อมแซมปรับปรุงใหม่นี้รักษารูปเดิมไว้ เว้นเสียแต่โครง
สร้างของหลังคาเท่านั้น ที่ไม่สามารถรู้ได้ เพราะได้หักพังไปหมดแล้ว

วัดอินแปง
วัดอินแปง เป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่งอยู่ในนครเวียงจันทน์ภายในวัดประกอบด้วยสิ่งก่อสร้าง หลายอันที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม เช่น พุทธสีมา, หอไหว้, หอไตร, พระธาตุเจดีย์, พระพุทธรูป, เสาหิน,ใบเสมาหินรูปสิงห์ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่แสดงถึงประวัติศาสตร์ ช่วงใดช่วงหนึ่งของนครเวียงจันทน์ วัดอินแปงทางประวัติศาสตร์นั้นยากที่จะหาหลักฐานแน่นอนว่าวร้างขึ้นเมื่อใด ใครเป็นผู้สร้าง เรื่องนี้ต้องอาศัยหลักฐานทางโบราณคดีที่พบเห็นอยู่ในวัดคือใบเสมาหิน พระพุทธรูป, เสาหิน… ซึ่งเป็นวัฒนธรรมสมัยมอญและขอม ถึงแม้ว่าวัตถุดังกล่าวนี้ จะมีการเคลื่อนย้ายก็ตาม แต่วัฒนธรรมนี้ก็ยังเกี่ยวพันกับชื่อของวัดอินแปง คำว่า "อิน" อาจนำมาจากคำว่าพระอินทร์ ซึ่งหมายถึงเทพเต้าพระองค์หนึ่งของลัทธิศาสนาพราหมณ์ ดังนั้นวัดอินแปงนี้อาจสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์ หรือสถานที่ทางศาสนา
สมัยมอญ-ขอม ก็อาจเป็นได้ พุทธสีมาวัดอินแปงเป็นสถาปัตยกรรมศิลป์ที่สวยงาม สกุลช่างศิลปะสมัยพระเจ้าไชยะเชษฐาธิราช ศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีโครงร่างคล้ายๆ กับพุทธสีมาองตื้อ, วัดจัน, วัดศรีเมือง มีฐานชั้นเดียว เสากลม ด้านหน้ากว้างขวาง ใช้เป็นสถานที่ชุมนุมทำบุญสุนทานของ ชาวพุทธได้สะดวกดี


แขวงไชยบุรี (Sayaboury)

แขวงไชยะบุรี เป็นแขวงที่มีที่ตั้งสำคัญทางด้านการเมือง, การทหาร, เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม มีเนื้อที่ทั้งหมด 11,795 ตารางกิโลเมตร มีพลเมือง 190,000 คน ประกอบด้วย 5 ตัวเมือง คือ เมืองไชยะบุรี, เมืองเพียง, เมืองปากลาย. เมือนแก่นท้าว. เมืองบ่อแตน แขวงไชยะบุรี มีชายแดนติดกับแขวงอุดมไชย, แขวงหลวงพระบาง, แขวงเวียงจันทน์ และประเทศไทย


แขวงบริคำไชย (Borikhamsay)

แขวงบริคำไชยเป็นแขวงที่ตั้งขึ้นใหม่ในปี 1986ประกอบด้วยตัวเมืองปากซัน, เมืองปากกระดิ่ง, เมืองบริคัน, เมืองท่าพระบาท, เมืองคำเกิดและ เมืองเวียงทอง ซึ่งมีเนื้อที่16,470 ตารางกิโลเมตร มีพลเมือง 147, 000 คน แขวงบริคำไชย มีชายแดนติดกับแขวงเชียงขวาง, แขวงคำม่วน, ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และประเทศไทย แขวงบริคำไชยนี้ เป็นแขวงที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม เป็นแขวงที่มีทิวทัศน์ที่สวยงาม เช่นน้ำตกตาดงึก (ลาวเรียกตาดเลิก) , ตาดวังฟอง, ถ้ำแกบและอื่นๆ นอกจากทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามแล้วแขวงบริคำไชยยังมีปูชนียสถานทางพุทธศาสนาที่สำคัญเช่น

ตาดวังฟอง 
เป็นตาดที่กั้นเขตระหว่างแม่น้ำกระดิ่งและแม่น้ำเทิน ซึ่งแม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสายเดียว กันแต่ประชาชนได้เรียกเป็นสามสี ตอนต้นเรียกว่า น้ำเทิน 1 ตอนกลางเรียกว่า น้ำเทิน 2 และ ตอนที่ 3 เรียก น้ำกระดิ่ง ตาดวังฟองนี้ อยู่ห่างจากเมืองปากซันประมาณ 60 กม. แล้วขึ้นเรือ จรวดประมาณหนึ่งชั่วโมง บนเส้นทางตามลำแม่น้ำกระดิ่ง ท่านจะได้สัมผัสกับธรรมชาติ ที่หาดูได้ยากอยู่ทั้งสองฟากฝึ่งแม่น้ำเต็มไปด้วยภูเขาที่ยังคงรักษาป่าไม่ไวั้ได้อย่างหนาแน่น และโขดหินที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นอย่างสวยงาม

วัดพระบาท
วัดพระบาท อยู่ที่เมืองท่าพระบาท เป็นวัดที่ประชาชนแขวงบริคำไชย, แขวงกำแพงนครเวียงจันทน์เคารพบูชาและรู้จักกันดีภายในบริเวณวัดนี้มีรอบพระบาท พระธรตุที่มีความสวยงามมากมีฆ้องใหญ่หน้าตัดถึง 2 เมตร พอถึงวันเพ็ญเดือน 3 ของแต่ละปี จะมีการจัดงานบุญ ทางศาสนาขึ้น เพื่อให้ประชาชนมนที่ต่างๆ ทั้งใกล้และไกลได้มาทำบุญร่วมกัน


แขวงคำม่วน (Khammouane)

ตั้งอยู่ทางภาคกลางของ สปป.ลาว ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 16,315 ตารางกิโลเมตรมีพลเมืองประมาณ 251,000 คน (ข้อมูลปี 1991) ประกอบด้วย 6 ตัวเมืองคือ เมืองท่าแขก, เมืองหนองบก, เมืองหินบูน, เมืองมหาไชย, เมืองยมราช และเมืองบัวละพา ซึ่งประกอบด้วยหลายชนชาติ ดำรงชีวิต อยู่ร่วมกัน มีชายแดนติดกับแขวงบริคำไชย, แขวงสะหวันนะเขต, ประเทศไทยและ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม แขวงคำม่วน เป็นเขตพูดอย เพียงที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านธรรมชาติ และศิลปะวัฒนธรรม ซึ่งเป็นมรกดสืบทอดมาแต่ดึกดำบรรพ์ผ่านมาแล้ว แต่อดีตผ่านมา ก็เหมือนปัจจุบัน เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสามของทุกๆ ปี ชาวเมืองนี้ได้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่พากัน มาทำบุญนมัสการพระธาตุสีโคตรบองในแต่ละปี ด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ ซึ่งสร้างความประทับใจและ ความดึงดูดใจให้แก่ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนไม่ให้ หลงลืมที่นี่ได้ความจริงพระธาตุ สีโคตรบองก็ไม่ห่างไกลจากตัวเมืองท่าแขก ถ้าเดินทางลงทางใต้ตามเส้นทางไปเมือง หนองบกประมาณ 6 กิโลเมตร ก็จะถึงพระธาตุสีโคตรบอง พระธาตุนี้เป็นปูชนียสถานที่ สำคัญแห่งหนึ่งอยู่ สปป.ลาว สร้างขึ้นในสมัยสีโคตรของมีอำนาจ สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสาวรีย์ พระยาสีโคตรบอง กษัตริย์นครสีโคตตะบุระ เนื่องจากที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานพระสารี ริกธาตุของพระพุทธเจ้า ทั้ง 4 คือพระกะกุสันโท, พระโกนาคะมะโน, พระกัดสะโบและ
พระโคตะโม พระธาตุสีโคตรตะบองนี้ สร้างขึ้นโดยพระสุมินทะราช หรือสุมิตตะธรรมวงศ์ สาอะทิราช แห่งราชอาณาจักสีโคตรบอง (ประมาณศตวรรษที่ 6) ในสมัยนี้มีพระเถระผู้ทรง คุณวุฒิที่เดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศานาในอาณาจักรสีโคตรบอง โดยคำแนะนำของพระเถระทั้งหลาย เจ้าสุมินทะราชจึงได้ลงมือก่อสร้างพระธาตุสีโคตรตะบองขึ้นเพื่อเฉลิม พระเกียรติแก่พระยาสีโคตรบองและได้เอาสารีริกธาตุบรรจุไว้ดินแดนแห่งนี้นอกจากจะอุดม มั่งมีทางด้านศิลปวัฒนธรรมแล้ว ยังอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติที่สวยสดงดงามและมีหลายๆ แห่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจของชาวลาวและชาวต่างชาติ เช่น ท่าฝรั่ง, ถ้ำเชียงเลียบ, ถ้ำพระบ้านถ้ำ, ถ้ำนางแอ่น ฯลฯ

ท่าฝรั่ง
ท่าฝรั่ง เป็นแหล่งที่มีน้ำไหลอยู่ตลอดปี มีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม และมีอากาศ อันบริสุทธิ์ ซึ่งเมื่อก่อนพวกฝรั่งมักจะพาลูกเมียมาพักผ่อนที่สถานที่แห่งนี้ จึงพากันเรียกว่า ท่าฝรั่ง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวังสันติภาพ

ถ้ำเซียงเลียบ
เป็นถ้ำธรรมชาติที่มีน้ำไหลลอดออกมาเป็นถ้ำที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของแขวงคำม่วน ที่มาของถ้ำเซียงเลียบนี้ชาวบ้านเคยเล่าขานมาว่า : สมัยก่อนมีอ้านเซียง (ชายหนุ่ม) ได้ตามหาแฟนโดยเลียบแม่น้ำมาจนถึงสถานที่แห่งนี้ จึงได้พบกัน ชาวบ้านจึงเรียกว่าถ้ำเซียงเลียบ

ถ้ำพระบ้านถ้ำ
ถ้ำพระบ้านถ้ำ เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และมีรูปหัวช้างที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้น ซึ่งประชาชนอยู่เขตบ้านถ้ำนี้มีความเชื่อถือและเคารพบูชา

ถ้ำนางแอ่น
ถ้ำนางแอ่น เป็นถ้ำที่มีลมพัดออกมาจากถ้ำ อากาศจะเย็นเปรียบเสมือนกับแอร์ธรรมชาติ ณ สถานที่แห่งนี้ประชาชนชาวเมืองท่าแขกมักจะพากันมาพักผ่อน เพื่อสัมผัสกับอากาศอันบริสุทธิ์ ในวันสุดสัปดาห์บริเวณถ้ำนางแอ่นนี้ ยังมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามไปด้วยภูเขาที่สลับซับซ้อน


แขวงสะหวันนะเขต (Savannakhet)

เป็นเมืองระดับสองของประเทศทางด้านเศรษฐกิจ มีเนื้อที่ 22,080 ตร.กม. และพลเมืองประมาณ 656,000 คนมีชายแดงติดกับแขวงคำม่วน, แขวงสาละวัน ประเทศเวียดนาม และประเทศไทย เป็นเขตหนึ่งที่อุดมมั่งคั่ง ไปด้วยศิลปะวัฒนธรรม จุดพิเศษของแขวงนี้ทางด้านศิลปะวัฒนธรรมมีโบราณสถานที่เก่าแก่ ประมาณเจ็ดศตวรรษและใหม่ประมาณ สองศตวรรษ โบราณสถาน ที่บรรจุศิลปะ ลวดลายแบบขอมซึ่งเชื่อกันว่าสร้างใน ศตวรรษที่ 11 ได้แก่ หอเทวาลัย,บ้านเอือนหิน, เมืองสองคอน และธาตุกู่บ้านนาคู,เมืองจำพอน และที่เด่นไปกว่านั้นก็คือธาตุอิงฮัง,วัดหนองลำจัน, วัดบ้านชะคืนใต้, วัดท่าโสน วัดไชยะพูมและ วัดจำพอน วัดดังกว่างสร้างขึ้นในศตวรรษ ที่ 18-19 และต้นศตวรรษที่ 20 นี่เอง

พระธาตุอิงฮัง
พระธาตุอิงฮัง เป็นศิลปะและสถาปัตยกรรมศิลป์ที่สวยงาม ทั้งเป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งอยู่ สปป. ลาว ตั้งอยู่แขวงสะหวันนะเขต ภาคใต้ของลาว และประมาณ 15 กิโลเมตร ระหว่างเส้นทางสะหวันนะเขต-เซโน พระธาตุสูงกว้างด้านละ 9 เมตร มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม ย่อมุมเหมือนหอปราสาท เป็นเจดีย์แบบผสมวิหาร คือใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ เพราะมีประตูเข้าออกได้ องค์พระธาตุเจดีย์จัดเป็น 3 ฐานลดหลั่นกันเป็นลำดับ ฐานล่าง ฐานกลางเป็นศิลปะดั้งเดิม ฐานบน และยอดเจดีย์ เป็นศิลปะสมัยล้านช้าง

วัดหนองลำจัน และวัดชะคืนใต้
ตั้งอยู่ห่างจากเมืองจำพอนไปทางทิศเหนือประมาณ 10 กิโลเมตร วัดหนองลำจันจั้งอยู่ห่างจากบ้านชะคืนใต้ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 3 กิโลเมตร โบราณสถานแห่งนี้มีความเก่าแก่เท่าๆ กับวัดชะคืนใต้อันลือชื่อโด่งดังไปทั่วเมืองจำพอน และแขวงสะหวันนะเขต อันลือชื่อของวัดนี้คือ หอไตรหรือหอสมุดของสำนักวิปัสนากรรมฐานแบบดั้งเดิมประกอบด้วยตู้คัมภีร์ 4 ตู้ ซึ่งเมื่อก่อนประกอบด้วยคัมภีร์ทางศาสนาถึงหกร้องผูก แต่ปัจจุบันยังเหลือประมาณสี่ร้อยผูกเท่านั้น วัดบ้านชะคืนใต้นี้เริ่มสร้างมาแต่สมัยบ้านชะคืนตั้งเป็น ภูมิลำเนาหนองปิ คือสามร้อยปีล่วงมาแล้ว แล้วอิงตามประวัติศาสตร์ของเมืองขามเปี้ย, ชุมพอน หรือเมืองลำเนาหนองปีนี้ สร้างขค้นก่อนสมัยของพระเจ้าศิริบุญยะสารครอง อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทร์ วิหารหลังที่ยังเหลือในวัดบ้านชะคืนใต้ก็สร้างมาตั้งแต่สมัยนั้น พอมาถึงสมัยศักดินาสยามมารุกรานประเทศล้านช้างในรัชการเจ้าอนุวงศ์ เมืองลำเนาหนองปิ ถูกพวกสยามจุดไฟเผา จึงตกเป็นเมืองร้างเป็นป่าดงรกเรื้อมาเกือบศตวรรษ หนึ่งในต้นศตวรรณนี้ จึงมีปนะชาชนตั้งย้านชะคืนขึ้นใหม่

วัดแก้งกอกเหนือ
วัดแก้งกอกเหนือ เป็นวัดหนึ่งที่มีลวดลายอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ การประดิษฐ์ คิดภาพเขียนสืบทอดกันมาแต่โบราณ ตกมาในต้นศตวรรษนี้ ลุงจารย์หลาว อยู่บ้านตะแหลวเป็นผู้สืบทอดศิลปะด้านนี้ไว้

วัดไชยะพูม
วัดไชยะพูม สร้างขึ้นในสมัยสะหวันนะเขต ยังเป็นบ้านนาคำ หรือบ้านท่าแร่ แต่การสร้างที่เอาจริงเอาจังอย่างแท้จริง ทำในสมัยระยะแปดสิบปีคืนหลังนี้ ลวดลายที่ประดับประดาวิหารหลังทอศตะวันออกนั้น เป็นแบบลายของท่านทิดพู นายช่างเอกทางลายลาวเวียงจันทน์


แขวงสาละวัน (Saravane)

แขวงสาละวันเป็นแขวง 1 ใน 4 แขวงภาคใต้ ที่ถูกจักรพรรดินิยมต่างชาติทำลายล้างผลาญ อย่างหนักหน่วง เป็นแขวงที่มีความหนาแน่น ไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด 10,385 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็น 8 เมือง คือ เมืองสาละวัน, เมืองตะโอ๊ย, เมืองตุ้มลาน, เมืองละคอนเพ็ง, เมืองวาปี, เมืองคงเซโดน, เมืองเล่างาม และเมืองม้วย มีพลเมือง 231,000 คน มี 60 กว่าชนเผ่า ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของ สปป.ลาว มีชายแดนติดกับแขวงสะหวันนะเขต, แขวงเซกอง, แขวงจำปาสัก, ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และประเทศไทย

แขวงเซกอง (Sekong)

เป็นแขวงที่ตั้งขึ้นใหม่ ตั้งอยู่ใจกลางของบรรดาแขวงต่างๆ ที่มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก มีเนื้อที่ทั้งหมด 7,665 ตารางกิโลเมตร มี พลเมือง 58,000 คน มี 14 ชนเผ่า ประกอบด้วย 4 เมือง คือเมืองละนาม, เมืองกะลืม, เมืองดักจิง และเมืองท่าแดง มีชายแดนติดกับแขวงสาละวัน, แขวงอัดตะขือ, แขวงจำปาสัก และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

แขวงจำปาสัก (Champassak)

แขวงจำปาสักในอดีตมีนามว่าเขตแคว้นของนครกาละจำบากนาคะบูริสี (จำปาศักดิ์) เป็นหนึ่ง ในจำนวนศูนย์กลางการรวบรวมศิลปะวัฒนะธรรม การเมืองและเศรษฐกิจ ของลาวใต้แล้วในอดีต หลายๆ ร้อยปีที่ผ่านมา เคยเป็นแคว้นลือชื่อ ทางโบราณ ของสมัยขอมมาแล้ว และเป็นดินแดน ของอาณาจักร์ล้าน ช้างที่เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรม ที่เก่าแก่ อุดมสมบูรณ์ไม่น้อย หน้าแขวงอื่นๆ ไม่ว่า ในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังรักษาอารยธรรมอัน
งดงามที่เป็นเอกลักษณ์ไว้อย่างสมบูรณ์และ มั่งมีแขวงจำปาสักมีเนื้อที่ 15,415 ตาราง- กิโลเมตร มีพลเมือง 465,000 คน ประกอบด้วย 10 เมือง คือ เมืองปากเซ, เมืองชนะสมบูรณ์, เมืองบาเจียง เจริญสุข, เมืองปากช่อง, เมืองปทุมพร, เมืองโพนทอง, เมืองจำปาสัก, เมืองสุขุมา, เมืองมูลละปาโมก, เมืองโขงมีดินแดนติดกับแขวงสาละวัน.แขวงอัดตะปือและประเทศไทย

ปราสาทหินวัดพู
จำปาสักเป็นสถาปัตยกรรมศิลป์ที่เก่าแก่ ตั้งอยู่บนภูเก้าทางทิศตะวันออกประมาณ 6 กิโลเมตรไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของเมืองจำปาสัก แขวงจำปาสักปราสาทหินวัดพูจำปาสักนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นใส่เมืองเก่าของจาม เพราะที่นั่นได้พบเห็นร่องรอยวัฒนธรรมของพวกจามที่รับมาจากอินเดียอีกต่อหนึ่ง เมื่อประมาณศตวรรษที่ 4 และที่ 5 แห่งคริสตศักราช สมัยอาณาจักรจามปา (ภาคกลาง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม) ขยายอำนาจไปทางทิศตะวันตกถึงบริเวณวัดพูจำปาสัก, ล่องแม่น้ำโขง, แม่น้ำมูล เมื่อประมาณก่อนอาณาจักเจนละขอม เรืองอำนาจ หรือว่าเมื่อขอมยังอยู่ในอำนาจของฟูนัน และต่อมาพระเจ้าไชยวรมันที่ 1 จึงได้มีบทบาท เหมือนวัดพูในวันเพ็ญเดือน 3(ประมาณต้นเดือน 2 สากล) ของทุกๆ ปี ชาวเมืองจำปาสักได้ทำบุญ นมัสการปราสาทหินวัดพูแห่งนี้ ตามประเพณีแล้วในงานบุญนี้มีพิธีแข่งช้าง ควายชนควาย ไก่ตีไก่และพิธีอื่นๆ

น้ำตกคอนพะเพ็ง
น้ำตกคอนพะเพ็ง ตั้งอยู่ตอนใต้ของ สปป. ลาว ห่างจากเมืองปากเซลงไปตามเส้นทางหมายเลข13 ใต้ประมาณ 130 กิโลเมตรก็จะพบ น้ำตกคอน พะเพ็ง ซึ่งเป็นน้ำตก ที่ใหญ่และสวยงาม ที่สุดในเอเชียตะวัน- ออกเฉียงใต้ อยู่บนน้ำ ตกคอนพะเพ็ง ยังมีต้นไม้ มณีโคตร ซึ่งเป็นต้นไม้อยู่เคียงคู่กับประเทศลาว ตลอดไป เมื่อก่อน น้ำตกคอนพะเพ็งนี้ เปรียบเสมือน กำแพงยักษ์ที่ธรรมชาติ สร้างขึ้นเพื่อเป็นสิ่งกีดขวาง ไม่ให้ข้าศึกต่างชาติเข้ามา รุกรานยื้อแย่งเอา ดินแดนอยู่เขตแคว้นแห้งนี้ได้สะดวก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถนำเรือผ่าน
น้ำตกแห่งนี้ได้


แขวงอัตตะปือ (Attapeu)

เป็นแขวงที่อยู่ใต้สุดของ สปป.ลาว เป็นดินแดนที่สมบูรณ์ไปด้วยเนื้อที่ผลิตกสิกรรม, ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ แขวงอัตตะปือนี้มีเนื้อที่ ทั้งหมด10,320 ตารางกิโลเมตร มีพลเมือง 81,000 คน ประกอบด้วย 5 เมืองคือ เมืองไชยเชษฐา, เมืองสามัคคี, เมืองสนามไชย และเมืองพูวง มีชายแดนติดกับแขวงเซกอง ,ประเทศกัมพูชา, ประเทศสาธารณรัฐสังคม นิยมเวียดนามและแขวงจำปาสัก แขวงอัตตะปือที่ยังรักษาธรรมชาติไว้ได้อย่างดีมาก ทรัพยากรธรรมชาติก็ยังไม่ทันถูกขุดค้นแขวงอัดตัปือเป็นแขวงที่ยังคงรักษา การดำรงชีวิตและนุ่งห่มแบบพื้นเมืองไว้บรรดาชนเผ่าในเขตนี้ยัง มีฝีไม้ลายมือ ในการทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองเพื่อนำมาตัดเสื้อผ้า นุ่งห่มเอาเองการทอผ้านี้ยังรักษาลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์มาแต่ดึกดำบรรพ์
 

 

 

 

เตรียมตัวเที่ยว
ข้อมูลเที่ยวต่างประเทศ
เที่ยว เอเซีย
เขมร กัมพูชา | ลาว | เวียดนาม | พม่า | ญี่ปุ่น | เกาหลี | จีน | ฮ่องกง | มาเก๊า | มาเลเซีย | สิงคโปร์ | อื่นๆ |
เที่ยว ยุโรป
เที่ยว อเมริกา
เที่ยว ออสเตรเลีย | นิวซีแลนด์
เที่ยว แอฟริกา

 

เช่ารถตู้ บริการเช่ารถตู้ จองรถตู้
 

 

 

    บริษัททัวร์
tour หมายเหตุ : ทัวร์ทุกกรุ๊ปของบริษัทฯ รวมค่าภาษีสนามบินทุกแห่ง ค่าวีซ่า ค่าภาษีน้ำมัน ของสายการบินต่างๆ แล้ว / ขอสวงนสิทธิ์ในการปรับราคา หากมีการขึ้น่าธรรมเนียมน้ำมันจากสายการบิน ติดต่อสอบถามได้ที่ฝ่ายขาย tour
 
 

 

 
     
  | บริษัททัวร์ | หน้าหลัก | ทัวร์ในประเทศ | ทัวร์เอเซีย | ทัวร์ยุโรป | ทัวร์อเมริกา แคนาดา | ทัวร์ออสเตรเลีย | ทัวร์นิวซีแลนด์ | ทัวร์รัสเซีย | ทัวร์แอฟริกา | ทัวร์จีน | ทัวร์ไต้หวัน | ทัวร์ฮ่องกง | ทัวร์มาเก๊า | ทัวร์เกาหลี | ทัวร์ญี่ปุ่น | ทัวร์เขมร | ทัวร์กัมพูชา | ทัวร์นครวัด | ทัวร์ลาว | ทัวร์วียดนาม | ทัวร์พม่า | ทัวร์มาเลเซีย | ทัวร์สิงคโปร์ | ทัวร์บรูไน | ทัวร์อินโดนีเซีย | ทัวร์บาหลี | ทัวร์อินเดีย | ทัวร์เนปาล | ทัวร์อียิปต์ | ทัวร์จอร์แดน | ทัวร์ตุรกี | ทัวร์โอซาก้า | ทัวร์ต่างประเทศ | ทัวร์  
     
  ทัวร์จีน | ทัวร์ปักกิ่ง | ทัวร์เซี่ยงไฮ้ | ทัวร์กุ้ยหลิน | ทัวร์คุนหมิง | ทัวร์กวางเจาเทรดแฟร์ | ทัวร์ซีอาน | ทัวร์ฮาร์บิน | ทัวร์จางเจียเจี้ย | ทัวร์เฉินตู | ทัวร์ทิเบต | ทัวร์สิบสองปันนา  
     
       
  บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ Gusto World Tour

บริษัททัวร์ กัสโต้ เวิลด์ ทัวร์ (Gusto World Tour Co,. Ltd.)

8/29 ถ.สุคนธสวัสดิ์ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กทม. 10230
โทร 02-542-4040 แฟกส์ 02-542-4292

Web : http://www.gustotour.com  Email : gusto@gustotour.com